บทที่สาม สมัยประวัติศาสตร์ สมัยพุทธกาล

Copy and paste this link to your website, so they can see this document directly without any plugins.



Keywords

หรือ, B.C., (Magadha), (Vatsa), หมวด, เปนตน, ซ่ึง, ํga), แลว, (Avanti), ศาสนา, แควน, ในราวป, alphabet), (Kāśī), (Gandhāra), อินเดีย, (Cedi), (gan, พุทธกาล, (Śūrasena), (Prasenajit, ธรรม, (Kośala), พระเจาปเสนทิโกศล, (Licchavis), B.C.), Great, (Darius, (Patna)

Transcript

บทท่ีสาม
สมัยประวัติศาสตร สมัยพทุธกาล
ระยะเวลายุคพระเวทตอนปลายตอกับสมัยพุทธกาลเปนระยะเวลา
ท่ีหาหนังสืออางอิงไดนอย ท้ังน้ีอาจจะเปนเพราะวาการเขียนหนังสือใน
อินเดียเวลานั้นคงไมไดแกะสลักลงบนศิลาอยางท่ีมีเสาหินของพระเจาอโศก
มหาราชในสมัยตอมา จริงอยูกษัตริยอินเดียในสมัยโบราณมีขาราชการ
ประจําราชสํานักท่ีมีหนาท่ีจดบันทึกเรื่องพระราชกิจและเรื่องราวสําคัญๆท่ี
เกิดขึ้นใน ราชอาณาจักร แตสิ่งท่ีจดน้ันไมไดเหลืออยูในสมัยปจจุบัน ไม
ทราบวาจดกันไวดวยอะไร บนอะไร ถาเปนการจดบนใบลานอยางท่ีในสมัย
ตอมานิยมจดกันท่ีศรีลังกาก็เปนเรื่องแนนอนวาไมสามารถคงทนไดชั่ว
ระยะเวลา 2,600-2,500 ปได ถาเปนการจดบนแผนหนังก็ไมสามารถ
คงทนพลังทําลายแหงกาลเวลาไดเชนกัน หนังสือท่ีเหลือมาถึงปจจุบันน้ีคือ
เรื่องแมนํ้าแหงราชะ (River of Kings) หรือ
(Rājatarangini) ซ่ึงแตงในสมัยหลังคือในสมัยศตวรรษท่ีสิบสอง
แหงคริสตศักราชโดยกวีชาวแควนกัษมีระ (Kashmīrī) ชื่อกัลหาณะ
(Kalhana) ก็เปนการใหความรูเรื่องประวัติศาสตรของแควนกัษมีระ
หรือแควนแคชเมียร (Kashmīr) แตไมไดใหความรูเก่ียวกับ
ประวัติศาสตรและความเปนไปในประเทศอินเดียโดยรวม ปูม
(chronicles) แหงลังกา (The Ceylon Chronicle)
หรือท่ีเปนท่ีรูจักกันในประเทศไทยวาเรื่องมหาวงศ (Mahāvamsa) ก็
เปนเรื่องราวของพุทธศาสนาในศรีลังกา แตไมไดใหความรูเก่ียวกับประเทศ
อินเดียโดยรวมอีกเชนกัน จะวาคนอินเดียไมสนใจประวัติศาสตรของตนเอง
70
ก็กลาวไดยาก จึงนาจะคิดวาเขาเคยจดไวแตหาหลักฐาน ไมพบมากกวา เรา
จึงทราบเรื่องราวของอินเดียในระยะน้ีไดจากการแกะรอยเอาจากคัมภีรทาง
ศาสนาบาง อานรายงานของนักเดินทางชาวตางชาติบาง อานจากจารึกบาง
หลักท่ีเขียนไวบนหินหรือฝาผนังโบสถวิหารบาง หรืออานจากจารึกบนแผน
ทองแดงท่ีใชเปนโฉนดที่ดินในสมัยน้ันบาง ซ่ึงก็ทําใหไดภาพของประเทศ
อินเดียในระยะเวลาตอนปลายยุคพระเวทดีกวาท่ีไมมีอะไรจะอางถึง แต
หนังสือสําคัญท่ีสุดท่ีทําใหเราไดรับทราบเรื่องราวของอินเดียในยุคตอจากยุค
พระเวทคือหนังสือพระไตรปฎก จึงนับวายุคพุทธกาลในอินเดียเปนสมัยท่ี
เริ่มยุคประวัติศาสตรท่ีมีการจดบันทึกลงไวแนนอน ทราบวาราชาองคใด
ครองเมืองใด ในระยะเวลาใด และราชวงศแตละราชวงศมีความสัมพันธกัน
อยางไรบาง แตเรื่องราวทางสังคม เศรษฐกิจ และชีวิตประจําวันของคน
ท่ัวไปเราก็ทราบนอยอยูน่ันเอง
ยุคพุทธกาลของพุทธศาสนาตรงกับศตวรรษท่ีหกกอน
คริสตศาสนา หลักฐานสําคัญท่ีเรามีไวอานในตอนน้ีก็คือหนังสือพระไตรปฎก
ท้ังหมดและคัมภีรของศาสนาเชน (Jaina scriptures) ซ่ึงเปน
ศาสนาที่อยูรวมสมัยกับศาสนาพุทธ ในระยะน้ีประเทศอินเดียมีศาสนา
เกิดขึ้นหลายศาสนา นักปรัชญา นักคิด และนักบวชในลัทธิตางๆเดินทางกัน
ขวักไขว ท่ัวประเทศอินเดีย โดยเฉพาะอยางย่ิงท่ีลุมแมนํ้าคงคา
(Gangā) เราไดอาน ในพระไตรปฎกวาปริพาชก(นักบวช)ในศาสนา
ตางๆเดินทางมาถามปญหาพระพุทธเจา แลวพระพุทธเจาตรัสตอบคน
เหลาน้ันแทบจะเปนเหตุการณประจําวัน การคนคิดโตเถียงกันดวยปญหา
ทางเมตาฟสิกซและปญหาทางศาสนามีอยูท่ัวไป มีกลาววาปริพาชิกาท่ีเปน
สตรีคนหน่ึงม่ันใจในปญญาของนางมาก จนออกเดินทางทดลองปญญาของ
71
นางไปเรื่อยๆ วิธีทาทายใหคนมาตอบปญหาแขงกันในสมัยน้ันคือปกกิ่งไมลง
ดินไวเปนเครื่องหมายทาแลวคอยตอบปญหาของคนที่จะมารับคําทา โตตอบ
กันดวยคารมกวาใครจะแพไปขางหน่ึง ปริพาชิกาผูน้ีโชคดีไดพบกับพระสารี
บุตร นางแพปญญาของพระสารีบุตรแลวไดบวชเปนภิกษุณีใน
พระพุทธศาสนา นางเปนภิกษุณีองคสําคัญองคหน่ึงจึงไดรับบรรจุเรื่องราวไว
ในพระไตรปฎก ท่ีนําเรื่องน้ีในพระไตรปฎกมากลาวก็เพ่ือแสดงแนวคิด
สําคัญสองเรือ่ง เรื่องท่ีหน่ึงคือ พระไตรปฎกเปนหลักฐานท่ีสําคัญท่ีสุดท่ีทํา
ใหเราทราบเรื่องราวในอินเดียในสมัยพุทธกาล เรื่องท่ีสองคืออินเดียในสมัย
พุทธกาลคนมีความสนใจแนวคิดทางศาสนาจนถึงทาทายทดลองปญญาใน
การตอบคําถามทางศาสนากันอยางท่ีไมเคยมีมากอน ความเจริญในสมัย
โบราณท่ีพอจะเทียบกับอินเดียในตอนน้ีไดก็คือความเจริญในกรุงเอเธนส ซ่ึง
พวกโซฟสตของกรีกทาทายสติปญญากันอยูตลอดเวลา (โปรดอานอารย
ธรรมตะวันตก ภาคท่ีหน่ึง) ตางกันตรงท่ีพวก โซฟสตสนใจการถกเถียง
กันในเชิงตรรก (logics) ไมใครสนใจแสวงหาจุดท่ีสูงสุดของทางศาสนา
แตพวกนักบวชและปริพาชกในอินเดียในสมัยพุทธกาลกําลังแสวงหาสัจ
จธรรม พระพุทธเจาในสมัยท่ียังทรงเปนเจาชายสิทธัตถะเสด็จลงจากมาชื่อ
กัณฐกะ แลวพระราชทานมาทรงใหกลับไปกับนายฉันนะกลับไปบานเมือง
แลวพระองคทรงเดินทางดวยพระบาทแสวงหาสัจจธรรม ไปก็เคยทรงเปนผู
แสวงหาองคหน่ึง แตตางกับผูอื่นตรงท่ีพระองคแสวงหาแลวพบสัจจธรรม
ของพระองคไดกลายมาเปนพุทธศาสนา แลวพระองคก็ไดทรงทําหนาท่ี
แนะนําผูแสวงหาคนอื่นใหพบหนทางอันมีมรรค 8 เปนทางดําเนิน ทรงตอบ
ปญหาของผูแสวงหาแทบทุกวันต้ังแตวันเริ่มประกาศพระศาสนาจนถึงวันท่ี
เสด็จดับขันธปรินิพพาน การตรัสรูของพระพุทธเจาไดมีผลทําใหราชาและ
72
เจาชายผูครองแควนตางๆ ตลอดจนบุตรชายของเศรษฐีและ ผูมีอันจะกินพา
กันละท้ิงบานชองทรัพยสมบัติแลวออกบวชตามพระองคไปเสียมากตอมาก
การสละทรัพยสมบัติ กินอยูอยางมักนอย ละความตองการทรัพยสมบัติทาง
โลกภาษาอังกฤษเรียกวามีชีวิตอยูใน asceticism ก็ไดมีขึ้นในอินเดีย
ในระยะเวลาพุทธกาลน้ี ไมเพียงแตบุรุษท่ีหันไปใชชวีิตอยาง นักบวช
สตรีก็ทําเชนน้ันเหมือนกัน บางทีก็มีท่ีออกบวชพรอมกันท้ังสามีภรรยาเชนคู
ของพระมหากัสสปะท่ีไดบรรลุอรหัตตผลท้ังคู การท่ีไมปฏิเสธวาสตรีก็
สามารถบรรลุธรรมสูงสุดไดทําใหสตรีออกบวชในพุทธศาสนาเปนจํานวนมาก
อันนับเปนปรากฏการณท่ีแปลกใหม เพราะในสมัยความเจริญของพวกอิน
โด-อารยันท่ีเขามารุกรานพวกอารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุ เราไมไดรับทราบ
เรื่องพัฒนาการของสตรีแตอยางใด ไมไดรับทราบแมเรื่องอาชีพของสตรีดวย
ในยุคพระเวทเราก็ไมไดรับทราบเรื่องของสตรีชาวอินโด-อารยัน ทราบแตวา
มีนามของเทพเจาท่ีเปนผูหญิงบาง แตก็ดูเหมือนจะเปนเทพเจาท่ีไมมีอํานาจ
มากนัก และไมไดรับการเซนสรวงสังเวยสักกี่มากนอย เทพเจาเพศหญิงท่ีมี
อํานาจมากเชนเทพเจาอุมาเทวีซ่ึงมีภาคท่ีดํามืดเปนเทพเจากาลีปรากฏใน
ศาสนาฮินดูในระยะหลัง พุทธศาสนาจึงคงจะเปนศาสนาแรกในอินเดียท่ีให
ความสําคัญแกสตรีอยูบาง มีจดบันทึกไวในพระไตรปฎกถึงขนาดวาใหนาง
ภิกษุณีแตละองคกลาวพรรณนาถึงวิธีการท่ีตนบรรลุธรรมวิเศษโดยรวบรวม
กลาวไวในตอนที่ชื่อเถรีคาถา
ท่ีกลาวถึงศาสนาในยุคพุทธกาลวาเปนมิติในทางสังคมที่มี
ความสําคัญมาก แตไมไดหมายความวาผูคนในยุคศตวรรษท่ีหกและหากอน
คริสตกาลในอนิเดียจะพากันละทิ้งบานชองทรัพยสมบัติกันไปเสียท้ังหมด
ตรงกันขามปรากฏวามีเมืองท่ีสําคัญเกิดขึ้นในระยะน้ีมากมาย ดูเหมือนวา
73
สังคม อินโด-อารยันในระยะน้ีจะคลายจากการรวมกันเปนเผาอันเปน
ลักษณะการจัดหมวดหมูทางสังคมของอินโด-อารยันด้ังเดิม แตมาเปนการ
จัดต้ังเมืองท่ีมีราชาปกครองอยางแนนอน ถึงเวลานี้เราไมมีความจําเปน
จะตองเรียกสงัคม ในอินเดียในตอนน้ีวาเปนสังคมอินโด-อารยัน แตเราจะ
กลาวไดอยางเต็มปากเต็มคําวาเปนสังคมอินเดีย และอารยธรรมในตอนน้ี
เปนอารยธรรมของอินเดีย อารยธรรมใหมในอินเดียเปนการใหความสําคัญ
ยึดติดกับพื้นท่ีหรือแควน ไมยึดติดกับเผาอันเปนการยึดติดกับสายตระกูล
แบบด้ังเดิม
อารยธรรมอินเดียในยุคพุทธกาลเปนอารยธรรมท่ีเคลื่อนยายจาก
ลุมแมนํ้าสินธุมาทางตะวันออก เขาสูลุมแมนํ้าคงคา มีแควนใหญท่ีสําคัญใน
ระยะน้ี 4 แควนคือ แควนโกศล (Kosala) แควนมคธ
(Magadha) แควนวัตสะ (Vatsa) และแควนอวันตี
(Avanti) แควนสี่แหงน้ีจัดวาใหญท่ีสุด แตท่ีอื่นก็มีความสําคัญ
เหมือนกัน มีกลาวถึงวามีแควนท่ีสําคัญถึง 16 แควนท่ีเรียกวาเปนมหาชน
บท 16 แหง (mahājanapada) อยูทางภาคเหนือของประเทศ
อินเดีย มหาชนบทหรือแควน 16 แหงน้ีมีบางแหงท่ีมีมาแลวต้ังแต ในยุค
พระเวท เชนมหาชนบทคันธาระ (Gandhāra) มหาชนบทกามโพชา
(Kāmboja) มหาชนบทกุรุ-ปญจาละ (Kuru-Pañcāla)
มหาชนบทมัทสยะ (Matsya) มหาชนบทกาศี (Kāśī) และมหาชน
บทโกศาละ (Kośala) ท่ีคนไทยเรียกโกศล มหาชนบทที่กลาวนามมา
เปนการสืบตอความเจริญท่ีเคยมีมาแลวในยุคพระเวทและเจริญตอมาในยุค
พุทธกาล สวนมหาชนบทท่ีเกิดขึ้นในยุคพุทธกาลก็มีอยูบางเชนมหาชนบทอ
วันตี (Avanti) มหาชนบทอัศวกะ (Aśvaka) มหาชนบทศูรเสนะ
74
(Śūrasena) มหาชนบทวัตสะ (Vatsa) มหาชนบทเจดี
(Cedi) มหาชนบทมัลละ (Malla) มหาชนบทวฤชช ิ (Vrjji)
มหาชนบทมคธ (Magadha) และมหาชนบทอังคะ (An ํga) การ
กลาว ถึงชื่อแควนหรือมหาชนบททางภาคตะวันออกเปนจํานวนมากก็
เพราะหลักฐานที่ใชอางอิงมาจากภาคตะวันออกเปนจํานวนมาก และเปน
เพราะในระยะเวลายุคพุทธกาลความเจริญในประเทศอินเดียขยับเลื่อนจาก
ลุมแมนํ้าสินธุในภาคตะวันตกเขามาอยูในลุมแมนํ้าคงคาทางภาคตะวันออก
แควนท่ีอยูทางทิศตะวันตกท่ีสุดคือแควนหรือมหาชนบทคันธาระ
(Gandhāra) ซ่ึงอยูใน ลุมแมนํ้าสินธุและมีอาณาเขตครอบคลุมบริเวณ
ท่ีในสมัยน้ีเปนเมืองเปชาวาร (Peshāwar) และหุบเขาแหงเมืองกาบุล
(Kābul) แควนคันธาระเคยตกอยูใตการปกครองของจักรวรรดิเปอรเซีย
ในราวป 519 B.C. นับเปนจังหวัด (satrapie) ท่ียี่สบิสองของ
เปอรเซีย แตตอมาก็ไดเปนอิสรภาพ แควน คันธาระเปรียบเสมือนนาย
ประตูทางทิศตะวันตกท่ีอินเดียสามารถติดตอไดกับประเทศทางทิศตะวันตก
ท้ังหลายเชนเปอรเซียและติดตอกับประเทศท่ีอยูทางตอนกลางของทวีปเอเชีย
แควนคันธาระมีชื่อเสียงมากวาเปนศูนยกลางในการคาขนสัตวและผาขนสัตว
สวนแควนกามโพชา (Kāmboja) มีชื่อเสียงวาเปนแควนท่ีคนพูดภาษา
อารยันไดอยางถูกตอง แตแควนกามโพชาในไมชาก็ลดความสําคัญลงเพราะ
มีกลาววาพลเมืองของแควนน้ีไมถือตามประเพณีเดิมของพวกอารยัน ไม
ประพฤติตามพิธีพราหมณเพราะไดแตงงานกับชน พ้ืนเมืองเผาตางๆ
เน่ืองจากแควนกามโพชาก็ต้ังอยูในแนวเสนทางเดินผานระหวางเปอรเซียและ
ประเทศในเอเชียกลางกับอนิเดีย แควนกามโพชามีความสําคัญในเร่ืองเปน
75
ศูนยกลางการคามา มาจากทุงราบในเอเชียกลางถูกนํามาขายที่แควนกามโพ
ชาน้ี
แควนเกกะยะ (Kekayas) แควนมัทระ (Madras)
และแควน อูษีนาระ (Ūsīnāras) อยูตอนบนของลุมแมนํ้าสินธุ
บริเวณแมนํ้านอยเบอัส (Beās River) ไดรับการพรรณนาวาเปนถิ่น
ท่ีอยูของบรรดาเชื้อสายของ เผาอนุ (Anu tribe) แควนมัทสยะ
(Matsyas) อยูทางทิศตะวันตกเฉียงใตของบริเวณท่ีเปนกรุงเดลฮ ี
(Delhi) ในปจจุบันแควนกุรุ-ปญจาละ (Kuru-Pañcāla) อยูใน
ลุมแมนํ้าคงคาและแมนํ้ายมุนา (Ganges–Yamuna Doab)
เปนแควนท่ีมีกําลังอํานาจมากเพราะอยูในท่ีอุดมสมบูรณ แควนน้ีแผขยาย
อํานาจไปทางใตและทางตะวันออก เมืองหลวงของแควนกุรุไดถูกยายจาก
เมืองหัสตินาปุระ (Hastināpura) ไปอยูท่ีเมืองเกาศัมพี
(Kauśāmbī) เพราะเมืองหัสตินาปุระถูกนํ้าทวมใหญ ซ่ึงนักโบราณคดี
คาดวาอุทกภัยครั้งน้ัน คงเกิดขึ้นในราวศตวรรษท่ีเกากอนคริสตกาลคือ
กอนพุทธกาลสามรอยป แควนมัลละ (Mallas) อยูทางทิศตะวันออก
ของอุตรประเทศ แควนอวันตี (Avanti) อยูระหวางแควนวัตสา
(Vatsa) กับแมนํ้านารมาดา (Narmada) แควนศูรเสนะ
(Śūrasena) มีเมืองหลวงท่ีมถุรา (Mathurā) ท่ีแควน ศูร
เสนะน้ีถือวาประชาชนสืบเชือ้สายมาจากเผายาทุ (Yadu) มีหลักฐานทาง
กรีกกลาวถึงแควนศูรเสนะโดยเรียกวาซูราเซนอย (Sourasenoi)
และชื่อ เมืองมถุรากรีกก็เรียกวาเมโธรา (Methora) แควนท่ีสําคัญทาง
ตอนกลาง ของอินเดียในเวลานั้นคือแควนวัตสะ (Vatsa) และแควน
เจดิ (Cedi) แควนเจดิต้ังอยูบนเสนทางลงใตเพ่ือลงสูท่ีราบสูงเดคขาน
76
ทางตอนใตของเทือกเขาวินธัย (Vindhyas) ในลุมแมนํ้าโคทาวารี
(Godāvari) มีแควนชื่ออัศวกะ (Aśvaka) ต้ังอยู แตแควนทาง
ตอนใตไมจัดวามีความสําคัญในทางอารยธรรมสักเทาไร
แควนท่ีสําคัญในระยะยุคพุทธกาลท่ีนับวาเปนมหาชนบท
(mahājanapada) ท่ีมีความสําคัญมากอยูตอนกลางของลุมแมนํ้าคง
คาไดแกแควนกาศี (Kāśī) และแควนโกศล (Kośala) เมืองวารานสี
(Vārānasi) ซ่ึงตอมาคือเมืองพาราณส ี (Benares) เปนเมือง
สําคัญและเปนเมืองศักด์ิสิทธ์ิของแควนกาศี แควนกาศีกับแควนโกศลทํา
สงครามกันอยูบอยๆ ดวยเรื่อง แยงกันเปนใหญในลุมแมนํ้าคงคา แควน
มคธ (Magadha) ซ่ึงประกอบดวยตําบลปตนะ (Patna) และ
ตําบลคยา (Gaya) กับแควนอังคะ (An ํga) ก็มีความสนใจใน
เรื่องแยงความเปนใหญเหนือแมนํ้าคงคาอีกเชนกัน ในการสงคราม
เล็กๆนอยๆระหวางแควนน้ี แควนโกศลไดขยายดินแดนออกไปทางเหนือ
และทางใต มีระยะหน่ึงท่ีแควนวิเทหะ (Videha) ซ่ึงปจจุบันน้ีเปนเมือง
ตีรหุต (Tirhut) มีกําลังอํานาจและมีเมืองสําคัญคือเมืองมิถิลา
(Mithilā)
ระบบการปกครองในแควนตางๆในระยะเวลานี้แบงออกเปนสอง
แบบ แบบหน่ึงคือมีราชาปกครอง แบบท่ีสองปกครองโดยคณะบุคคลเรียก
ไดวาระบอบสาธารณรัฐ (republican) หรือคณาธิปไตย
(Oligarchic) การท่ีคณะบุคคลท่ีปกครองไมไดรับเลือกต้ังมาจาก
บุคคลท่ัวไปแตเลือกจากสมาชิกของเผาท่ีมีอํานาจปกครองทําใหไมควร
เรียกวาระบอบสาธารณรัฐ แตควรเรียกวาคณาธิปไตยหรือเรียกวา
ปกครองโดยระบบเผา (chiefdom)จะเหมาะสมกวา เผาท่ีเรานาจะจํา
77
ไดวาเปนเผาผูนําในระยะเวลานี้มีเชนเผา โกลิยะ (Koliyas) เผาโมริ
ยะ (Moriyas) เผาชญาตฤกะ (Jñātr kas) เผาศากยะ
(Śākyas) และเผาลิจฉวี (Licchavis) เปนตน สําหรับเผา
ชญาตฤกะน้ันเปนท่ีจดจํากันไดดีเพราะเปนเผาท่ีศาสดามหาวีระซ่ึงเปน
ศาสดาในศาสนาเชน (Jainism) ถือกําเนิด และเผาศากยะน้ันเราก็
ทราบดีวาเปนเผาท่ีพระพุทธองคทรงถือกําเนิด
คณาธิปไตย (oligarchy) ท่ีปกครองในแตละแควนมีท้ังท่ีมี
สมาชิกประกอบจากเผาเดียวกัน หรือมีท่ีเกิดจากหลายๆเผามารวมกันและมี
ประธานของการปกครองเปนผูท่ีไดรับการเลือกขึ้นมาเรียกวาคณปติ
(gan apati) หรือ คณราชยะ (gan arājya) ทําการปกครองโดยมี
วุฒิสภา (council of elders) ซ่ึงสวนมากไดรับการเลือกต้ังมา
จากคนวรรณะกษัตริย สภาท่ีสูงสุดเรียกวาปริษัท (paris ad) การ
ประชุมของสภาของพวกผูปกครองแควนในระยะน้ี ทํากันอยางคนที่เจริญ
แลว มีระเบียบในการประชมุแนนอน มีระเบียบวาใครควรน่ังท่ีใด มีระเบียบ
ในการจัดวาระการประชุม มีระเบียบวาใครควรจะ ไดพูดกอน มีระเบียบ
วาควรตกลงตัดสินเรื่องราวกันอยางใด หนาท่ีท่ีสําคัญของสภาสูงสุดท่ี
เรียกวาปริษัทคือ การเลือกและแตงต้ังผูท่ีจะดํารงตําแหนงในราชการ
บางครั้งเม่ือมีความเหมาะสมและคณปติมีทายาทท่ีมีความสามารถ ตําแหนง
คณปติอาจจะกลายเปนสืบทอดไปสูลูกชายของคณปตคินเดิม น่ันก็คือ
ระบอบคณาธิปไตยกลายเปนระบอบราชาธิปไตยไป แลวบางทีก็กลับไปสู
ระบบการเลือกต้ังหาคณปติใหม ทําใหเห็นไดวาในยุคพุทธกาลเริ่มจะเปนยุค
ท่ีมีราชาปกครอง แตเน่ืองจากระบอบยังไมแนนอน ก็ยังไมเกิดกรณท่ีี
78
ราชวงศใดมีอํานาจปกครองแควนเปนระยะเวลานานๆใหมีราชาสืบทอดกัน
หลายองค
การมีระบอบคณาธิปไตยท่ีปกครองกันอยางเปนปกแผนในสังคม
แนะใหเราคิดวาในขณะน้ันสังคมอินเดียคงจะมีวิวัฒนาการเขาสูการเปน
สังคมกสิกรรม มีกลาวถึงท้ังในพระไตรปฎกและในที่อื่นๆถึงคนที่มีทรัพยสิน
เงินทองมากกวาเปนคหปติ (gahapatis) คหปติไมไดทํางานในทองไร
ทองนาเองแตใชกรรมกรท่ีจางมาและทาสเปนแรงงาน การท่ีมีคหปติเปนการ
ชี้แนะวาการท่ีท่ีดินเปนของเผาแบบโบราณคงยกเลิกไป ท่ีดินเปนของปจเจก
ชนคือ คหปติแทน ระยะนี้มีการต้ังรกรากถิ่นฐานเปนบานเปนเมืองมากขึ้น
บานเล็กเมืองนอยตางๆก็เกิดขึ้นมากตามลุมแมนํ้า และการคาก็เกิดขึ้นตาม
ไปดวย
ความเจริญท่ีสําคัญมากท่ีเกิดขึ้นในยุคพุทธกาลคือการมีตัว
อักษรใชอยางแพรหลายและการมีเงินตราไวเปนเครื่องแลกเปลี่ยนในการ
ประกอบการคา ภาษาท่ีใชกันกวางขวางในอินเดียในระยะน้ีคือภาษาปรากฤต
(Prākrit) ซ่ึงมีสําเนียงท่ีเปนท่ีรูจักกันดีท่ีเมืองเศารเสนี
(Śaurasenī) จากภาษานี้ไดเกิดภาษาบาลีขึ้น ภาษาบาลีเปนภาษาที่คน
ธรรมดาท่ัวไปรูจักและใชพูดกันท่ัวไป พระพุทธเจาจึงทรงตรัสสัง่สอนดวย
ภาษาบาลี เพ่ือใหคนท่ัวไปรบัเขาใจได ไมทรงตรัสสั่งสอนดวยภาษาสันสกฤต
(Sanskrit) อันเปนภาษาของพระองคเอง ท้ังน้ีเพราะทรงมีพระมหา
กรุณาวาเปนภาษาของชนชั้นสูง คนสวนมากอาจจะไมเขาใจ เม่ือพระองค
ตรัสเทศนาดวยภาษาบาลี พระไตร-ปฎกท้ังหมด (เชนฉบับสยามรัฐมีถึง
45 เลม) จึงไดรับการบันทึกไวดวยภาษาบาลี ทําใหภาษาบาลีเปนภาษาท่ี
ไดรับการบันทึกไวเปนตัวเขียนมากท่ีสุดในสมัยโบราณในอินเดีย ตัวอักษรท่ี
79
ใชสําหรับบันทึกเรื่องราวในยุคน้ีใชตัวอักษรท่ีเรียกวาตัวอักษรพราหมี
(Brāhmī)
พราหมณกลาววาผูท่ีคิดประดิษฐอักษรพราหมีขึ้นมาใหชาวอินเดีย
ใชคือพระพรหม แตนักวิชาการในซีกโลกตะวันตกตางต้ังขอสมมุติฐานถึง
ท่ีมาของตัวอักษรพราหมี ทฤษฎีแรกเปนท่ีเชื่อถือกันในสมัยคริสตศตวรรษท่ี
สิบเกามีนักวิชาการเดนๆเชนเซอรอเล็กซานเดอร คันนิงแฮม(Sir
Alexander Cunningham) และนักวิชาการชื่อดอวซัน
(Dowson) เชื่อทฤษฎีน้ี น่ันคือเชื่อวาอักษรพราหมีซ่ึงเปนตัวอักษร
แบบหน่ึงตัวอักษรแทนหน่ึงเสียง (alphabetic) ไดกลายมาจาก
ตัวอักษรภาพ และย่ิงเม่ือมีการขุดคนพบ ดวงตราท่ีโมเฮนโจดาโรและฮา
รับปา ก็ยิ่งพากันเชื่อวามีความสัมพันธกันระหวางอารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุ
กับตัวอักษรพราหมี แตนักวิชาการปจจุบันไมเชื่อเชนน้ันดวยสาเหตุสําคัญ
สองประการ ประการแรกคือเรื่องความคลายคลึง ไมปรากฏวามีความ
คลายคลึงอะไรระหวางตัวอกัษรภาพของเมืองฮารับปาและโมเฮนโจดาโรกับ
ตัวอักษรพราหมี ประการท่ีสองคือเรือ่งอายุ อายุของอารยธรรมลุมแมนํ้า
สินธุในสมัยโบราณคือประมาณสามพันปกอน คริสตศักราช ถาตัวอักษร
พราหมีสืบเน่ืองมาจากอารยธรรมลุมแมนํ้าสินธุจริงแลวในชวงระยะเวลาตั้ง
หลายพันปกอนท่ีจะพบวามีตัวอักษรพราหมีใช ตัวอักษรพราหมีไปอยู
เสียท่ีใด ทําไมจึงไมมีการนํามาใชกอนสมัยพุทธกาล พอทฤษฎีท่ีเชื่อวา
ตัวอักษรพราหมีเกิดบนผืนแผนดินอินเดียเองหมดคน เชื่อถือ ก็เกิดทฤษฎี
ท่ีสองคือเชือ่วาตัวอักษรพราหมีไดแนวคิดมาจากตัวอักษรท่ีอื่น นักปราชญ
พากันมองไปทางทิศตะวันตกมากกวาทิศตะวันออก เพราะมองเห็นอยางชัด
แจงวาตัวอักษรพราหมีไมไดมีอะไรคลายคลึงกับ ตัวอักษรทางทิศ
80
ตะวันออก คือตัวอักษรจีนเลยแมแตนอยนิด ตัวอักษรทางทิศตะวันตกท่ี
อาจจะมีอิทธิพลเขามาทางประเทศอินเดียโดยผานทางแควนคันธาระไดมีอยู
หลายแบบตัวอักษรดวยกัน นักปราชญท่ีมีชื่อเสียงหลายคนเชนเจมส ปริ
นเซบ (James Prinsep) ราอูล เดอ โรแชต (Raoul de
Rochette) โอตฟรีด มุลเลอร (Otfried Müller) เปนตน
เชื่อวาอักษรพราหมีไดอิทธิพลมาจากตัวอักษรกรีก (Greek
alphabet) แตนักวิชาการ ในสมัยปจจุบันคิดวาทฤษฎีน้ีก็ไมนาเชื่อถือ
เพราะอินเดียเพ่ิงติดตอโดยตรงกับกรีกก็ในราวรัชกาลของพระเจาดาริอุสม
หาราชแหงเปอรเซีย (Darius the Great 522-486 B.C.)
ซ่ึงในเวลานั้นมีตัวอักษรพราหมีในอินเดียแลวไดประมาณหน่ึงหรือสอง
ศตวรรษ ยิ่งไปกวาน้ันในระบบตัวอักษรกรีกมีการใชสระอยางเต็มรูปแบบทํา
ใหการเขียนถายทอดเสียงเปนไปอยางเต็มประสิทธิภาพ ในขณะท่ีตัวอักษร
พราหมียังมีปญหาในเรื่องการเขียนแสดงเสียงสระอยู อีกทฤษฎีหน่ึงเชื่อวา
ตัวอักษรพราหมีไดรับอิทธิพลของตัวอักษรของชนเผา เซมิติก
(Semitic alphabet) นักปราชญใหญในสมัยคริสตศตวรรษท่ีสิบ
เกา เชนคอปป (Kopp) เลปซิอุส (Lepsius) และเวเบอร
(Weber) พากันเชื่อ เชนน้ี แตก็ยังมีปญหาอีกวาตัวอักษรเซมิติกของ
ชาติใดแนท่ีมีความคลายคลึงกับตัวอักษรพราหมี นักปราชญในสมัย
คริสตศตวรรษท่ีสิบเกาและตนคริสตศตวรรษท่ียี่สิบไดชวยกันคนหาความ
จริงขอน้ี ในปจจุบันน้ีคอนขางลงความเห็นเปนรอยเดียวกันวาคงไดรับ
อิทธิพลมาจากตัวอักษรของอาราไมจ (Aramaic alphabet)
เพราะพวกพอคาชาวอาราไมจดูออกจะเปนพวกแรกในบรรดาเผาเซมิติกท่ีเขา
มาติดตอคาขายกับอินเดีย แตการไดรับอิทธิพลน้ันเปนคนละเรื่องกับการ
81
ถายแบบ พวกพราหมณในอินเดียโบราณไดรับอิทธิพลความคิดเรื่องการมี
ตัวอักษรหน่ึงตัวอักษรแทนเสียงหน่ึงเสียงมาจาก แนวความคิดของพวก
อาราไมจ แตไมใชรับตัวอกัษรของพวกอาราไมจ อีกอยางหน่ึงท่ีรับ
อิทธิพลของเซมิติกในตอนน้ีคือวิธีการเขียนจากขวาไปซาย อักษรพราหมีใน
ระยะแรกเขียนจากขวาไปซายซ่ึงผิดกับวิธีการเขียนหนังสือในอินเดียใน
ปจจุบันน้ี ซ่ึงเขียนจากซายไปขวาเหมือนท่ีเขียนกันสวนใหญ ในโลก การท่ี
ตัวอักษรพราหมีแตละตัวอานออกเสียงเหมือนประสมสระอะ อยูตลอดเวลา
ก็เปนอิทธิพลมาจากตัวอักษรอาราไมจ เราจึงไดรับทราบวา ตัวอักษร
พราหมีน้ันมีท่ีมาคือจากตัวอักษรอาราไมจ สวนการท่ีเริ่มเขียนตัวอักษร
พราหมีกันเม่ือไรน้ัน นักวิชาการกะประมาณวาคงตกในราวศตวรรษท่ีแปด
หรือศตวรรษท่ีเจ็ดกอนคริสตศักราช
ตัวหนังสือพราหมีท่ีพบกันมากในจารึกตางๆมีเน้ือความพอจะ
แยกไดเปนสามแบบใหญคือเพ่ือรําลึก (commemorative) เพ่ือ
อุทิศ (dedicatory) และเพ่ือกลัปนา (donative) จารึกเพ่ือ
กัลปนาโดยมากพบจารึกไวบนแผนทองแดง ในสมัยพุทธกาลพบจารึกอักษร
พราหมีบนวัสดุหลายประเภทเชนบนแผนเหล็ก แผนทอง แผนเงิน แผน
ทองเหลือง แผนทองสัมฤทธ์ิ แผนดินเผา จารึกลงบนภาชนะดินเผา แผนอิฐ
หลอลงบนแกว สลักลงบนแผนงา และมีท่ีพบเศษจารึกลงบนแผนใบลาน
และเปลือกไมบาง ภาษาท่ีใชเขียนนอกจากภาษาบาลีท่ีใชจารึกพระไตรปฎก
แลว ก็ยังมีภาษาในอินเดียอื่นๆ เชนภาษาสันสกฤต ภาษาสิงหล
(Sinhalese) ภาษาทมิฬ (Tamil) ภาษาเบงกาลี (Bengali)
ภาษาโอริยา (Oriya) ภาษาเนปาลี (Nepali) ภาษาเตลูกู
(Telugu) ภาษามาลายาลัม (Malayalam) และอื่นๆ การท่ีได
82
พบจารึกในหลายภาษาทําใหเราไดทราบวาแมในครั้งพุทธกาล สถานการณ
ทางภาษาในประเทศอินเดียก็มิไดเปนเอกภาพ ในแควนตางๆคนก็พูดภาษาท่ี
ตางกัน
ในทางเศรษฐกิจ อินเดียในยุคพุทธกาลมีเหรียญเงินและเหรียญ
ทองแดงใชแลว เงินเหรียญมีใชต้ังแตยุคพุทธกาลและมีใชตอมาเรื่อยๆ เริ่ม
มีใชมากในราวศตวรรษท่ีหากอนคริสตกาล เราอานในพระไตรปฎกพบวา
เศรษฐีผูน้ันมีเงินเทาน้ันๆกหาปนะ ไมมีพบวามีทรัพยสมบัตินับเปนกี่ศีรษะ
โค การแสดงทรัพยสินโดยใชแมวัวเปนตัวกําหนดคงจะหายไปแลวในระยะ
พุทธกาล เสนทางการคาท่ีสําคัญในสมัยพุทธกาลคงจะเดินทางเกวียน
ขนานกับลําแมนํ้าคงคาแลวขามลําแมนํ้าคงคาเขาสูแควนปญจาบไปยังเมือง
ตักศิลา (Taxila) จากตักศิลาก็ไปไดทุกแหงในดานตะวันตกและเอเชีย
กลางอีกเสนทางหน่ึงคือเดินทางจากลุมแมนํ้าคงคาผานเมืองอุชเชนี
(Ujjain) ผานเขาลุมแมนํ้านารมาดา(Narmada) ไปสูฝงทะเล
ดานทิศตะวันตก หรืออีกเสนทางหน่ึงเดินทางลงใตเขาสูท่ีราบสูงเดคขาน
ตอมาการเดินทางลงสูดินดอนสามเหลี่ยมปากแมนํ้าคงคามีความสําคัญขึ้น
และฝงทะเลตะวันออกก็มีความสําคัญ
จํานวนพอคาและชางฝมือ (artisans) ก็เพ่ิมขึ้นในระยะต้ังแต
พุทธกาลเปนตนไป พวกพอคารวมตัวกันต้ังเปนสมาคมพอคาหรือ
guilds ซ่ึงเขาเรียกในภาษาสันสกฤตวาเศรณี (śreni) พอคาในอาชีพ
หน่ึงๆมักมีท่ีพํานักอยูในแตละสวนของเมืองเชนตําบลท่ีอยูของพอคาผา
ตําบลท่ีอยูของพอคาขนสัตว ตําบลท่ีอยูของพอคาดาบเปนตน การมีสมาคม
พอคาหรือเศรณีทําใหเกิดการประดิษฐคิดคนใหเกิดสินคาท่ีมีคุณภาพ และ
เปนการเริ่มระบบการมีอาชีพท่ีสืบทอดจากบิดาไปยังบุตร เปนการย้ําใหอาชีพ
83
แตละอาชีพดําเนินกันอยูในแตละวรรณะดวย การคาท่ีเจริญรุงเรืองทําใหเกิด
อาชีพนายธนาคารผูมีอาชีพใหกูยืมเงิน เม่ือระบบเศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้น
ความเจริญอยางชุมชนเมืองก็เกิดตามมา เมืองในยุคน้ีมีชื่อแบงแยกเปนชนิด
ของเมืองแตละอยางไมปะปนกัน มีท้ังเมืองท่ีมีกําแพงปองกันลอมรอบซ่ึง
เรียกวา ปุระ (pura) เมืองท่ีมีกําลังปองกันเรียกวาทุรคะ
(durga) เมืองท่ีมีตลาดใหญอยูในเมืองเปนศูนยกลางการคาเรียกวานิคม
(nigama) ถาเปนเมืองเฉยๆไมระบุวามีอะไรเปนพิเศษเรียกวานคร
(nagara) และเมืองใหญท่ีมีความสําคัญมากเรียกวามหานคร
(mahānagara)
ความเจริญในยุคพุทธกาลท่ีนับวาเหนือสิ่งอื่นใดคือความเจริญใน
ดานศาสนา ดังท่ีไดกลาวแลวในตอนตนวาในยุคน้ีผูคนตางพากันออกบวช
เพ่ือแสวงหาสัจจธรรม นักบวชประเภทตางๆมีอยูมากชนิดแทบจะนับกันไม
ถวน มีท้ังปริพาชกและปริพาชิกา นักบวชท่ีเรียกวานิครนถ ชฎิลรวมท้ังฤษี
ชีไพรตางๆก็มีใหพบเห็นกันอยูท่ัวไป นักบวชพวกน้ีไมรูสึกเห็นดวยกับคํา
สอนในพระเวท และตองการหาทางหลุดพนของตนเอง ซ่ึงทางหลุดพน
เหลาน้ีก็มีชื่อเรียกตางๆกันไป กลาวโดยรวมแลวนักบวชเหลาน้ีมีแนวปฏิบัติ
แยกเปนสองทาง ทางหน่ึงคือสละทรัพยสมบัติ ทรมานตนดวยประการตางๆ
เชนอดอาหาร ไมอาบนํ้า ปลอยผมใหยาวรุงรัง หรือไมก็กําจัดผมดวยวิธี
ถอนออกทีละเสน ไมสวมใสเสื้อผา เอาขี้เถาทาตัว ฯลฯ อีกทางหน่ึงคือกินใช
เสพทรัพยสมบัติใหเต็มท่ี หมกมุนในกาม ในการด่ืมนํ้าเมา ฯลฯ ใน
ทางเลือกท้ังสองน้ีเม่ือแรกท่ีเจาชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวชไดทรงเลอืกขาง
บําเพ็ญทุกขกิริยาอยูเปนเวลา 6 ป ทรงประจักษวาไมใชทางแหงการตรัสรู
จึงทรงหันเขาสูทางสายกลางและไดตรัสรูพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญานเปนพ
84
ระพุทธเจา จากน้ันไดเสด็จสั่งสอนประชาชนอยูเปนเวลา 45 ป แลวเสด็จ
ดับขันธปรินิพพานในศตวรรษท่ีหากอนคริสตศักราชคือในป 483 B.C.
หลักสําคัญของคําเทศนาของพระพุทธเจาประกาศอยูต้ังแตในการ
เทศนาครั้งแรกท่ีพระองคทรงเทศนโปรดสาวกหาองคแรกท่ีเรียกกันวา
ปญจวัคคีย การเทศนาครั้งแรกน้ันคือพระสูตรบทท่ีชื่อวาธัมมจักกัปปวัต
ตน-สูตร มีใจความโดยยอวาพระองคตรัสวาแนวทางท่ีนักบวชนิยมปฏิบัติ
กันในสมัยน้ันคือหน่ึงการประกอบตนพัวพันอยูดวยความใครในกาม
ท้ังหลายท่ีเรียกวากามสุขัลลกิานุโยคก็ดี และสองการประกอบการทรมานตน
ใหลําบากท่ีเรียกวาอัตตกิลมถานุโยคก็ดี เปนสิ่งท่ีไมเปนประโยชน ไมใชขอ
ปฏิบัติของพระอริยเจา พระองคทรงแนะนําทางสายกลางท่ีเรียกวามัชฌิมา
ปฏิปทา ทรงกลาววาทางสายกลางเปนเคร่ืองทําใหเกิดจักษุ เปนเครื่องทําให
เกิดญาณ เพ่ือความสงบ เพ่ือความรูยิ่ง เพ่ือความรูพรอม เปนไปเพ่ือ
นิพพาน ขอปฏิบัติในทางสายกลางท่ีพระองคทรงสั่งสอนปญจวัคคียเรียกวา
มรรคมีองคแปดประการไดแก
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ
สัมมาสังกัปโป ความดําริชอบ
สัมมาวาจา การพูดจาชอบ
สัมมากัมมันโต การทําการงานชอบ
สัมมาอาชีโว การเลี้ยงชีวิตชอบ
สัมมาวายาโม ความพากเพียรชอบ
สัมมาสติ ความระลึกชอบ
สัมมาสมาธิ ความต้ังใจม่ันชอบ
85
ทรงกลาวกับปญจวัคคียวามรรคมีองค 8 น้ีคือขอปฏิบัติท่ีเปนทางสายกลาง
นอกจากทรงสั่งสอนเรื่องมรรคมีองค 8 แลว ในบทปฐมเทศนาอันสําคัญย่ิง
น้ียังไดทรงกลาวถึงความจริงอันสูงสุด 4 ประการ ท่ีเรียกวาอริยสัจ 4 คือ
ทุกข สมุทัย นิโรธ และมรรค อริยสจัแรกน้ันคือทรงตรัสรูเรือ่งทุกข รูวา
ทุกขน้ันมีอยู ความเกิดก็เปนทุกข ความแก ความตาย ความโศก ความร่ําไร
รําพัน ความไมสบายกาย ความไมสบายใจ ความคับแคนใจก็เปนทุกข ฯลฯ
เห็นไดวาทรงยกเอาทุกขขึ้นมากลาวเปนเรื่องใหญ เพราะผูท่ีไมรูเรื่องความ
ทุกขก็ไมมีทางดับทุกขเสียได และก็ไมมีทางท่ีจะถึงซ่ึงนิพพานได ตอไปทรง
กลาวถึงสมุทัยซ่ึงเปนตนเหตุใหเกิดทุกขไดแกตัณหา ซ่ึงเปนเคร่ืองทําใหมี
การเกิดอีก ทรงกลาวอีกดวยวาตัณหาประกอบอยูดวยความกําหนัดดวย
อํานาจทําใหเกิดความเพลิน เปนตัณหาในกาม ตัณหาในความมีความเปน
ตัณหาในความไมมีไมเปน แลวทรงกลาวถึงนิโรธซ่ึงเปนอริยสัจขอท่ีสามคือ
ทรงกลาววาความดับไมเหลือแหงทุกขน้ีมีอยู ขอน้ีเปนสิ่งท่ีปริพาชกผู
แสวงหาในสมัยพุทธกาลแสวงหากันนัก แตก็ไมพบวาวิธีทําใหความดับไม
เหลือแหงทุกขน้ีเปนเชนไร พระองคทรงพบหนทางจึงทรงสั่งสอนปญจวัคคีย
วา การดับไมเหลือแหงทุกขน้ันตองดับตัณหา ตัณหาจะดับสนิทเพราะจางไป
เปนเพราะความสลัดท้ิง เปนเพราะความสลัดคืน เปนความปลอย เปนความ
ทําไมใหมีท่ีอาศัยแหงตัณหาน้ัน ซ่ึงการจะทําเชนน้ันไดก็เพราะอาศัยขอ
ปฏิบัติอันเปนหนทางอันประเสริฐในอริยมรรคมีองค 8 ท่ีกลาวแลวน้ันเอง
พระ ปญจวัคคียซาบซ้ึงในคําสอนที่ไมเคยไดยินมากอนตางขอบวชในพระ
ศาสนาของพระองคท้ัง 5 องค และไดบรรลุอรหัตผลทุกองค เน่ืองจากพระ
ธรรม คําสั่งสอนของพระองคลึกซ้ึงแตไมเหลือวิสัยท่ีผูต้ังใจจริงจะปฏิบัติได
จึงมีผูออกบวชในพระศาสนาของพระองคมากย่ิงขึ้นทุกที พระพุทธเจาบรรลุ
86
ธรรม วิเศษเม่ือพระชนมายุไมมากนักเพียง 35 พรรษา และพระองคทรง
มีพระชน-มายุยืนไดสั่งสอนประชาชนอยู 45 ป จึงทรงประกาศศาสนาได
กวางไกล ไดมีสมณทูตเดินทางไปประกาศศาสนาถึงในทิเบต ประเทศจีน
ซ่ึงตอจากจีนก็เดินทางเขาไปญี่ปุนและเกาหลี ในทางใตพุทธศาสนาลงไปถึง
ศรีลังกาและ เขามาในเอเชียอาคเนย ในพมา มอญ ไทย ลาว เขมร และ
เวียดนาม แตท้ังน้ีไมไดหมายความวาในสมัยพุทธกาลทุกบานทุกเมืองใน
อินเดียจะพากันมา รับนับถือศาสนาพุทธท้ังหมด ศาสนาพราหมณของเดมิ
ก็ยังคงอยู และมีผู นับถือมากอยูดังเดิม ศาสนาอื่นท่ีเติบโตขึ้นมาพรอมกับ
ศาสนาพุทธเชนศาสนาเชนก็มีอยู ลัทธิเล็กลัทธินอยก็มีสาวกของตน ศาสนา
สวนมากไดรับความอุปถัมภจากพระราชาและเศรษฐีคหปติตางๆ พระราชา
บางองคเชน พระเจาปเสนทิโกศล (Prasenajit หรือ Pasenadi)
ก็นับถือหลายศาสนา พระองคถวายเครื่องสักการะแกพระพุทธเจา แต
พระองคก็เลี้ยงพวกพราหมณและนักบวชในศาสนาตางๆ เสรีภาพในการนับ
ถือศาสนาในอินเดียในสมัยพุทธกาลเปนไปอยางกวางขวาง ในราชสํานัก
เดียวก็มีคนนับถือหลายศาสนา และในศาสนาเดียวก็ยังมีการแบงแยกกันเอง
เปนหลายสาย สําหรับศาสนายอยๆซ่ึงเราอาจจะเรียกวาลัทธิก็ได ท่ีนับวามี
ชื่อเสียงในสมัยน้ันก็มีเชนลัทธิอาชีวิกะ (Ājivikas) และลัทธิจารวากะ
(Cārvākas) เปนตน สวนศาสนาที่เติบโตมาพรอมกับพุทธศาสนาคือ
ศาสนาเชนน้ันเราจะกลาวถึงสักเล็กนอย
ศาสนาเชน (Jains) เปนอีกศาสนาหน่ึง มีความเห็นคัดคานบท
คําสอนในพระเวท และในปจจุบันน้ีก็เปนศาสนาหน่ึงท่ีไมลงรอยเดียวกับ
ศาสนาฮินดู ศาสนาเชนเปนศาสนาที่มีสาวกสวนมากเปนพอคา ทําใหเปน
ศาสนาที่ร่ํารวยมีศาสนสมบัติมาก ท้ังท่ีมีจํานวนผูนับถือศาสนาน้ีในอินเดีย
87
ในปจจุบันน้ีไมกี่ลานคน เน่ืองจากสาวกสวนมากเปนพอคาศาสนาน้ีจึงมักมี
ศูนยกลางอยูในเมืองใหญๆ เชนเมืองเมวาร (Mewar) เมืองกุซราต
(Guzerāt) และเมืองตางๆชายฝงมาลาบาร (Malabār) ทางตอน
เหนือ ศูนยกลางของศาสนาอยูท่ีภูเขาอาบู (Mt.Abu) ในราชปูตานา
(Rājpūtāna) กิรนา (Girnār) สัตรุนชายะ (Satrunjāya)
และแอลโลระ (Ellora) ศาสนาเชนเปนศาสนา ท่ีเกาพอๆกับศาสนา
พุทธ และในพระไตรปฎกเรียกศาสนาเชนวาศาสนาของนิครนถ
(Nirgrantha)
วรธัมมนะ มหาวีระ (Vardhamana Mahāvīra) ซ่ึง
เปนศาสดาของศาสนาเชนน้ันสันนิษฐานกันวาคงเปนคนเดียวกับท่ีชื่อ นิคัน
ถะ นะตะ-ปุตตะ(Nigantha Nata-putta) ซ่ึงเปนนิครนถของ
เผาชนะตริกะ(Jnatrika) ซ่ึงกลาวถึงไวในพระไตรปฎก แตหลักฐานทาง
ศาสนาเชนกลาววาศาสนาของตนไมไดรวมสมัยกับศาสนาพุทธ แตเกากวา
ศาสนาพุทธถึงย่ีสิบกวาชั่วคน โดยกลาววามหาวีระไมไดเปนผูต้ังศาสนา
หากแตเปนผูนําศาสนาคนที่ยี่สิบสี ่ กอนหนามหาวีระมีผูนําศาสนาของเชนอยู
แลวถึงย่ีสิบสามคน เรื่องน้ีไมนาจะเชื่อถือไดเพราะระยะเวลายี่สิบสามชั่วคน
เปนเวลาที่ยาวนานมาก อยางนอย ท่ีสุดก็ตองไมตํ่ากวา 500 ป ศาสนา
เชนไมนาจะลุกขึ้นปฏิวัติกับศาสนาในพระเวทตั้งแตราว 1,100 ปกอน
คริสตกาล และถาเปนจริงเรื่องราวของศาสดาทั้งย่ีสิบสามองคของศาสนาเชน
อยูท่ีไหน มีคําสอนวาอะไรบาง ทําไมคําสอนของศาสนาเชนที่มีอยูเวลาน้ีจึงมี
แตคําสอนของมหาวีระเสียท้ังน้ัน อยางไรก็ตามทางศาสนาเชนก็ยืนยันวาผูนํา
ศาสนาทั้งย่ีสิบสามคนของตนน้ันไดนิพพานไปแลวท้ังหมด และมีชื่อเรียกอีก
ชื่อหน่ึงวาชีนะ (Jīnas) แปลวา ผูชนะ อันเปนท่ีมาของนามศาสนาวา
88
เชน (Jain) แตมหาวีระน้ันมีตัวตนทางประวัติศาสตร กลาววาเกิดใน
วรรณะกษัตรยิท่ีเมืองไวศาลี (Vaishali) ซ่ึงอยูหาง 27 ไมล ทาง
เหนือของเมืองปตนะ (Patna) เปนผูท่ีเครงศาสนามาตั้งแตเด็ก ตอมาได
บวชเปนพระในศาสนาเชน กลาววาเครงครัดในความเปนนิครนถ
(Nirgrantha) ซ่ึงในภาษาสันสกฤตแปลวาไมมีเครื่องผูกมัด จึงถอด
เสื้อผาเครื่องแตงกายท้ิงและอยูอยางชีเปลอืย มหาวีระสั่งสอนประกาศ
ศาสนาเชนอยูหลายป ถึงแกกรรมเม่ืออายุ 72 ป ท่ีเมืองปาวา ในราวป
476 หรือ 477 B.C.
ศาสนาเชนเปนศาสนาสําคัญในอินเดียในยุคพุทธกาลและ
ตอจากน้ัน ในราวป 317 B.C. ภายใตผูนําศาสนาที่ชื่อภัทรพาหุ
(Bhadrabāhu)ศาสนาเชนแพรขยายไปอยางกวางขวางทางเหนือและ
ตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ภาษาท่ีใชสอนศาสนาเชนในระยะน้ีใชภาษา
มาคาธี (Magadhi) ไมแนวากษัตริยสัมปรติ (Samprati) ซ่ึง
เปนหลานชายของพระเจาอโศกมหาราชเคยเปนองคอัครศาสนูปถัมภของ
ศาสนาเชนหรือไม แตการท่ีมีขอสันนิษฐานเชนน้ีก็ทําใหนาคิดวาศาสนาเชน
คงเคยเปนศาสนาที่สําคัญท่ีคนชั้นสูงนับถือ ตอมาในราวศตวรรษท่ีสองกอ
นคริสตศักราช ศาสนาเชนไดมีผูนับถือมาก ในโอริสสา (Orissa) และ
ในศตวรรษท่ีหน่ึงกอนคริสตศักราชก็ไดมีผูนับถือ มากในมถุรา
(Mathura) แตศาสนาเชนเปนศาสนาที่ออนแอลงเพราะการแตกแยก
กันภายในศาสนาเอง ในระยะแรกก็มีการแตกแยกกันเปนพวก นุงฟา (คือ
ไมนุงอะไร) ซ่ึงมีชื่อเรียกวาพวกทิคัมพร กับพวกเศวตัมพร (คือนุงผาสี
ขาว) พวกทิคัมพรไดประกาศศาสนาลงไปทางใตและพวกเขากลาวอางดวย
วาพระเจาจันทรคุปตแหงราชวงศโมริยะ(โปรดดูตอไป) ไดเดินทางไปกับ
89
กองประกาศศาสนาเชนทางใตดวย ศาสนาเชนจดคัมภีรศาสนาไวดวยภาษา
สันสกฤต ท่ีตางกับศาสนาพุทธมากคือศาสนาเชนสอนวาเกิดเปนเพศสตรีไม
มีทางท่ีจะบรรลุนิพพานได
ศาสนาเชนสอนเรื่องการเวียนวายตายเกิดของดวงวญิญานท่ีไม
แตกดับไปพรอมกับการตาย เชนเดียวกับศาสนาพุทธ และศาสนาเชนก็
พยายามหาทางท่ีจะไมตองเกิดเชนเดียวกับศาสนาพุทธ แตศาสนาเชนไมได
สอนเรื่องมรรคมีองค 8 และไมไดสอนเรื่องศีลระดับตางๆอยางในศาสนา
พุทธ สําหรับเรื่องมรรคศาสนาเชนสอนมรรค 3 คือ ศรัทธาชอบ ปญญา
ชอบ และประพฤติชอบ ไมไดกลาวถึงสติและสมาธิซ่ึงเปนเรื่องสําคัญในพุทธ
ศาสนา สวนศีลน้ันศาสนาเชนถือศีล 4 คือการไมเบียดเบียนคิดรายผูอื่น
การถือสัจจะ การละเวนจากการลักขโมย และการละเวนจากเครื่องผูกพัน
ท้ังปวง ในศีลท่ีถือน้ันศาสนาเชนถือแบบละเอียดมาก เชนศีลขอหน่ึงการ
ไมเบียดเบียนคิดรายผูอื่นทําใหคนท่ีถือศาสนาเชนแบบเครงตองมีผาปดปาก
ปดจมูกเวลาที่เดินทางเพื่อปองกันมิใหหายใจเอาจุลินทรียเขาไปเปนเหตุให
เกิดอันตรายแกจุลินทรีย การกําจัดมดแมลงปลวกอะไรก็ตามก็จะใชวิธี
เอาไปท้ิงไมมีการฆา สําหรับศีลขอสุดทายคือเรื่องการละเวนจากเครื่อง
ผูกพันท้ังปวงน้ันผูท่ีถือศาสนาเชนอยางเครงก็ถึงกับสละเครื่องนุงหมไปดังท่ี
ทราบแลว ท่ีแนๆคือศาสนาน้ีไมไดสอนเรื่องมัชฌิมาปฏิปทา ทางดําเนินสาย
กลาง อยางไรก็ตามศาสนาเชนก็เปนศาสนาที่สําคัญและมีคนนับถือสืบตอกัน
มาในประเทศอินเดียจนทุกวันน้ี แตวาศาสนาเชนไมไดแผขยายออกนอก
ประเทศอินเดียไปจนเปนศาสนาที่สําคัญของโลก
ในระยะพุทธกาลน้ีเปนระยะท่ีมีราชาท่ีมีอํานาจมากท่ีเรียกวา
กษัตริยมหาศาลอยูหลายองค ตางองคครองแควนตางๆซ่ึงเจริญขึ้นเปน
90
แควนท่ีสําคัญ ผิดกับท่ีเคยเปนแควนเล็กแควนนอยในสมัยพระเวท แควน
โกศล (Kosala) ท่ีกลาวกันวาเคยเปนดินแดนของพระราม
(Rāma) ซ่ึง เปนวีรบุรุษของมหากาพยเรื่องรามายณะในตอนน้ีก็ยังมี
อยู มีกษัตริยชื่อ พระเจาปเสนทิโกศล (Prasenajit หรือ
Pasenadi) ดังกลาวแลว ในพระไตรปฎกกลาววาพระเจาปเสนทิโกศล
มีทรัพยสมบัติมาก พระนางมัลลิกาซ่ึงในพระไตรปฎกกลาววาถวายอทิสส
ทานก็เปนมเหสีของพระเจาปเสนทิโกศล อทิสสทานเปนทานที่ตองใชทุน
ทรัพยในการทํามากเหลือเกิน ผูท่ีมีฐานะไมสูงย่ิงไมอาจกระทําได แตพระ
เจาปเสนทิโกศลไมใชผูท่ีรบเกงหรือปกครองเกง มีกลาววาโจรผูรายชุกชุมใน
ราชอาณาจักรของพระองค และดินแดนก็ถูก ปกครองโดยพวกหัวหนาเผา
หรือราชาเล็กราชานอยท่ีขึ้นกับพระองค
สวนอีกแควนหน่ึงคือแควนมคธ (Magadha) ปกครองโดย
กษัตริยท่ีเขมแข็งกวาคือพระเจาพิมพิสาร (Bimbisāra) พระเจาพิม
พิสารผูน้ีมีกลาวถึงไวในพระไตรปฎกหลายแหงมาก จัดวาเปนกษัตริยองค
สําคัญท่ีเปนองคอัครศาสนูปถัมภแกพุทธศาสนาในเวลาน้ัน พระเจาพิมพิสาร
เปนนักปกครองท่ีเขมแข็ง มีการตัดสินใจท่ีเด็ดขาด ทรงดําเนินการปกครอง
ดวยพระองคเอง พระองคเรียกประชุมหัวหนาหมูบานเวลามีเรื่องสําคัญและ
พระองคก็ทรงเดินทางออกตรวจตราความเปนไปในพระราชอาณาจักรดวย
พระองคเอง ไมประทับอยูแตภายในพระราชวัง พระองคดําเนินการทูตมี
ความสัมพันธอันดีกับแควนตางๆ แมแตแควนท่ีอยูไกลเชนแควนคันธาระ
(Gandhāra) ทรงรบชนะไดแควนอังคะ (An ํga) อังคะในตอนน้ัน
เปนแควนสําคัญ เพราะเรือท่ีแลนลงมาจากลําแมนํ้าคงคาเพื่อจะแลนเลียบฝง
ลงใตตองผานแควนอังคะ พระเจาพิมพิสารเปนกษัตริยมหาศาลท่ีมีฐานะ
91
ร่ํารวยอยางย่ิง พระองคมีอิทธิพลเหนือแควนกาศี (Kāśī) ดวยเพราะ
แควนกาศีเปนมรดกของพระอัครมเหสีของพระองค เมืองหลวงของแควน
มคธของพระเจาพิมพิสารคือเมืองปญจคิรีนคร หรือเมืองท่ีมีภูเขาหาลูกอัน
เปนนามของเมืองราชคฤห (Rājāgr ha) นักทองเที่ยวท่ีไปตามรอยบาท
พระพุทธองคในประเทศอินเดียพบวาเมืองราชคฤหอยูทางตะวันออกเฉียงใต
ของเมืองปตนา (Patnā) โดยอยูหางจากเมืองปตนาราว 60 ไมล
ความร่ํารวยของพระเจาพิมพิสารทําใหโอรสองคโตของพระองค
เกิดความละโมบ รอใหพระองคเสด็จสวรรคตไมทันใจ จึงเขาแยงราชสมบัติ
จับพระองคคุมขังไว โอรสองคน้ีคือพระเจาอชาตศัตรู (Ajātaśatru)
พระเจาอชาตศัตรูไดผูรวมคิดคือพระเทวทัตต (Dēvadatta) ซ่ึงเปนผู
คิดแบงแยกนิกายจากพระพุทธเจา พระเจาพิมพิสารถูกปลงพระชนมหรือถูก
ปลอยใหตายเองในท่ีคุมขังเม่ือราวป 493 B.C. คือประมาณเจ็ดป
กอนท่ีพระพุทธเจาจะเสด็จปรินิพพาน เม่ือไดราชสมบัติแลวพระเจาอชาต
ศัตรูไดทําสงคราม กับลุงคือพระเจาปเสนทิโกศลและไดแควนกาศีไวใน
อํานาจ ขางพระเจา ปเสนทิโกศลก็ประสบชะตากรรมเชนเดียวกับพระเจาพิม
พิสาร คือถูกโอรสแยงราชสมบัติและสวรรคตในทีคุ่มขัง โอรสท่ีไดเปน
กษัตริยของแควนโกศลชื่อวิรูธกะ (Virūdhaka) หรือในภาษาบาลี
เรียกวาวิฑูฑภะ (Vidūdabha) หลักฐานทางพุทธศาสนากลาววาพระ
เจาวิฑูฑภะมีกําเนิดจากนางสนมที่ มีตระกูลตํ่า มีความอับอายท่ีเจานาย
ทางศากยวงศดูถูกตน พระองคจึงใหฆาเจานายในศากยวงศแบบฆาลางโคตร
ศากยวงศของพระพุทธเจาก็สิ้นไปเพราะเหตุเชนน้ี แตพระเจาวิฑูฑภะมี
อํานาจไมนานนักในไมชาแควนของ พระองคก็ถูกผนวกกับแควนมคธของ
พระเจาอชาตศัตรู กลาวกันวาพระเจาอชาตศัตรูสํานึกบาปท่ีทํากับพระราช
92
บิดาและไดเปนองคอัครศาสนูปถัมภในเวลาที่มีการทําสังคายนาพระไตรปฎก
ครั้งท่ีหน่ึง พระเจาอชาตศัตรูเปนคนที่ทําบุญก็ทําไปและทําบาปก็ทําไปดวย
พระองครบชนะเผาลิจฉวี (Licchavis) ท่ีในพระไตรปฎกเรียกวา
กษัตริยลิจฉวี แลวไดแควนวัชช ี (Vr jjis) ไวในอํานาจ ในระยะเวลา
เดียวกับพระพุทธเจาเสด็จปรินิพพาน
เรื่องราวของแควนโกศลกับแควนมคธและพระเจาปเสนทิโกศลกับ
พระเจาพิมพิสารทําใหเราทราบวาในระยะเวลาพุทธกาลกษัตริยองคท่ีมีอาํนาจ
ตางแยงกันมีอํานาจเหนือลุมแมนํ้าคงคา พระเจาพิมพิสารและตอมาพระเจา
อชาตศัตรูดูจะเปนกษัตริยองคแรกๆท่ีมีความคิดจะแผอํานาจใหกวางไกล
ออกไปกวาแควนท่ีตนครอบครอง พระเจาพิมพิสารและโดยเฉพาะอยางย่ิง
พระเจาอชาตศัตรูจะไดมีความคิดในเรื่องการขยายอาณาเขตหรือมีความ
พยายามท่ีจะทําใหตนเองเปนกษัตริยผูมีอํานาจมากมาจากที่ใดน้ันเราไม
ทราบแน นักวิชาการตะวันตก ลงความเห็นวาอาจจะเปนเพราะไดตัวอยาง
ทางความคิดจากเปอรเซีย คือราชวงศอาแชเมนิด (Achaemenid)
แหง เปอรเซียต้ังแตปฐมกษัตริยคือพระเจาไซรัสมหาราช (Cyrus the
Great 558-530 B.C.) ไดเปนจักรพรรดิผูแผขยายพระราช
อํานาจไปท่ัวเอเชียกลางในเวลาน้ัน และกษัตริยราชวงศอาแชเมนิดทุก
พระองคก็ดําเนินนโยบายน้ัน พระเจาดาริอุสท่ีหน่ึง (Darius I)
กษัตริยราชวงศอาแชเมนิดของเปอรเซียพระองคท่ีสามไดแผขยายอํานาจ
มาถึงบริเวณแควนคันธาระและจารึกไวในศิลาวาพระองคไดปกครองฮินดู
(Hindush) หรืออินเดีย (India) การท่ีฝายเปอรเซียมากลาวตูเอา
อินเดียท้ังท่ีไดมีอิทธิพลมาแคแควนคันธาระเทาน้ันคงจะมีผลทางจิตใจให
93
กษัตริยทางอินเดียใครจะเสริมอํานาจตนใหเขมแข็งต้ังอาณาจักรแขงกับ
อาณาจักรเปอรเซียบางก็เปนได
พระพุทธเจาเสด็จดับขันธปรินิพพานโดยไมไดทรงแตงต้ัง
พระสาวกองคใดเปนผูนําศาสนาแทนพระองค รับสั่งวาพระธรรมวินัยจะเปน
ผูนําของศาสนาแทนพระองค โดยรับสั่งกับพระอานนทวา “โย โว อานนท
ธมโม จ วนิโย จ เทสิโต ปญญตโต มม อุจเยน ตุมหากํ สตถา”
แปลความวา “เม่ือตถาคตลวงไป ธรรมและวินัยคือศาสดาของทานท้ังหลาย”
ดังน้ันหลังจากท่ีพระพุทธเจาเสด็จปรินิพพานแลวได 3 เดือน ถวายพระ
เพลิงแลว ทานพระมหากัสสปะซ่ึงเปนพระอรหันตท่ีทรงอาวุโสท่ีสดุในเวลา
น้ัน จึงไดเรียกประชุมสงฆผูทรงปฏิสัมภิทาญาณลวนเปนอรหันตท้ังหมด
500 รูป ประชุมกันท่ีถ้ําสัตตบรรณคูหา เชิงเขาเวภารบรรพต เมือง
ราชคฤห มอบใหพระอานนทเถระเปนผูวิสัชนาพระสตูร รวมได 21,000
หมวด มอบให พระอุบาลีเปนผูวิสัชนาพระวินัยรวมได 21,000 หมวด
ตัวพระมหากัสสปะเองเปนประธานสงฆและทําหนาท่ีวิสัชนาพระธรรม
42,000 หมวด รวม พระธรรมวินัยท้ังสิ้นได 3 คัมภีร (ไตรปฎก)
จัดเปนหมวดหรือกอง (ขันธ) รวมได 84,000 หมวด การประชุมกัน
รวบรวมพระธรรมวินัยเชนน้ีเรียกวาสังคายนาพระไตรปฎกครั้งท่ีหน่ึง โดยมี
พระเจาอชาตศัตรูกษัตริยผูครอง กรุงราชคฤหทรงเปนองคอัครศาสนูปถัมภ
การประชุมสังคายนาครั้งท่ีหน่ึงน้ีทําอยู 7 เดือนจึงแลว
สมัยพุทธกาลหมายถึงสมัยท่ีมีผูนับถือพระพุทธศาสนาเปนจํานวน
มากในอินเดียไมไดสิ้นสุดลงภายหลังท่ีพระพุทธองคเสด็จปรินิพพาน
หนังสือวิชาการสวนมากประมาณปพุทธกาลไปจนถึงค.ศ. 300 ระยะเวลา
สามรอยปน้ีเปนระยะเวลาที่พระพุทธศาสนารุงเรืองและเปนศาสนาสําคัญของ
94
อินเดีย มีกษัตริยอินเดียองคสําคัญท่ีนับถือพุทธศาสนาคือพระเจาอโศกแหง
ราชวงศโมริยะ เปนตน ซ่ึงจะกลาวถึงในบทตอไป

PDF Document reader online

This website is focused on providing document in readable format, online without need to install any type of software on your computer. If you are using thin client, or are not allowed to install document reader of particular type, this application may come in hand for you. Simply upload your document, and Docureader.top will transform it into readable format in a few seconds. Why choose Docureader.top?

  1. Unlimited sharing - you can upload document of any size. If we are able to convert it into readable format, you have it here - saved for later or immediate reading
  2. Cross-platform - no compromised when reading your document. We support most of modern browers without the need of installing any of external plugins. If your device can oper a browser - then you can read any document on it
  3. Simple uploading - no need to register. Just enter your email, title of document and select the file, we do the rest. Once the document is ready for you, you will receive automatic email from us.

Previous 10

Next 10